TH/EN
กลับสู่ Siamphat Journal

AIR DISTRIBUTION / THERMAL STRATIFICATION

Thermal Stratification: การแบ่งชั้นอุณหภูมิในอาคารเพดานสูง

ความร้อนที่สะสมด้านบนอาจเป็นทั้งปัญหาและส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ออกแบบ วิศวกรต้องตัดสินใจว่าจะรักษาการแบ่งชั้นหรือผสมอากาศ โดยดูความสบาย การระบายอากาศ และสมดุลพลังงานของระบบ

ในโถงสูง พื้นที่ระดับคนอาจมีอุณหภูมิไม่เท่ากับบริเวณใต้หลังคา เซนเซอร์ตัวเดียวจึงอาจรายงานค่าที่ไม่แทนสภาวะทั้งพื้นที่ และการติดพัดลมเพิ่มอาจแก้บางปัญหาพร้อมสร้างอีกปัญหาหนึ่ง

คำว่า Stratification หมายถึงการแบ่งชั้น ในงานนี้ใช้ Thermal Stratification — การแบ่งชั้นอุณหภูมิของอากาศ ส่วน Destratification คือการลดการแบ่งชั้นด้วยการผสมอากาศ ทั้งสองอย่างเป็นกลไกที่ต้องเลือกใช้ให้ตรงระบบ

โถงสูงสมมติ: ปริมาตรด้านบนและเขตใช้งานต้องประเมินแยกกัน ความสูงเพียงอย่างเดียวไม่ยืนยันการแบ่งชั้นอุณหภูมิ
โถงสูงต้องประเมินสภาวะทั้งพื้นที่ใช้งานและปริมาตรอากาศด้านบน

ทำไมอากาศจึงแบ่งชั้น?

เมื่ออากาศได้รับความร้อน ความหนาแน่นมักลดลงเมื่อพิจารณาที่ความดันใกล้กัน จึงมีแรงลอยตัวให้เคลื่อนขึ้นเทียบกับอากาศรอบข้าง แหล่งความร้อน เช่น คน เครื่องจักร และพื้นผิวอุ่น สร้างกระแสลอยตัวหรือ Thermal Plume การทำงานร่วมกันของแรงลอยตัว ลมจ่าย และการแลกเปลี่ยนอากาศกำหนดรูปแบบการไหล Linden: Fluid Mechanics of Natural Ventilation

คำว่า “อากาศร้อนลอยขึ้น” เป็นจุดเริ่มต้น แต่ไม่ใช่แบบจำลองครบถ้วน เจ็ตจากหัวจ่าย การหมุนเวียนจากพัดลม การเปิดประตู ผนังเย็น และอุปกรณ์อื่นเปลี่ยนการไหลได้ อากาศไม่ได้แยกเป็นชั้นนิ่งที่มีเส้นแบ่งคมเสมอไป

ชั้นอุณหภูมิจึงควรอ่านจากโปรไฟล์ T(z) และการเปลี่ยนตามเวลา ไม่ใช่อนุมานจากความสูงอาคารอย่างเดียว

แยกสามคำ: Stratification, Stack Effect และ Destratification

Stratification บอกการกระจายสภาวะตามระดับ เช่น อุณหภูมิเพิ่มขึ้นเมื่อสูงขึ้น ส่วน Stack Effect คือความต่างความดันที่สัมพันธ์กับความต่างความหนาแน่นของคอลัมน์อากาศ ซึ่งสามารถขับการไหลผ่านช่องเปิดได้

อาคารปิดอาจแบ่งชั้นอุณหภูมิได้โดยไม่มีทางให้ลมออกอย่างต่อเนื่อง ขณะที่การมีช่องเปิดสูงและต่ำไม่ได้รับรองว่าทิศทางหรือปริมาณลมจะเป็นไปตามต้องการ เพราะลมภายนอกและระบบพัดลมร่วมมีผลด้วย

Destratification ใช้การผสมเพื่อลดความต่างอุณหภูมิ มันไม่ได้เป็นคำเรียกการระบายอากาศ และพัดลมหมุนเวียนที่ใช้ผสมอากาศก็ไม่เพิ่มอากาศภายนอกโดยอัตโนมัติ

การแบ่งชั้นที่ตั้งใจ: Displacement Ventilation

Displacement Ventilation หรือการระบายอากาศแบบแทนที่ โดยหลักในโหมดทำความเย็น จ่ายอากาศที่เย็นกว่าห้องด้วยความเร็วต่ำบริเวณล่าง ให้แหล่งความร้อนพาลมลอยขึ้น และนำอากาศกลับหรือระบายออกด้านบน จึงต่างจากระบบที่ใช้เจ็ตผสมอากาศทั้งห้อง ASHRAE Handbook: Room Air Distribution

เป้าหมายคือให้สภาวะใน Occupied Zone หรือเขตใช้งานเหมาะสม พร้อมให้ความร้อนบางส่วนไปอยู่เหนือเขตนั้น แต่ยังต้องออกแบบอัตราลม ระดับรอยต่อ และตำแหน่งแหล่งความร้อน ไม่ใช่เพียงย้ายหัวจ่ายลงพื้น

ข้อได้เปรียบด้านการกำจัดสิ่งปนเปื้อนขึ้นกับชนิดและตำแหน่งแหล่งกำเนิด กระแสลอยตัว และการไหลจริง ไม่ควรรับรองว่าเชื้อโรคหรือมลพิษทุกชนิดจะลอยขึ้นและถูกกำจัดหมด

CO₂ จากคนต้องประเมินการระบายอากาศและการผสมร่วมกัน ไม่ควรตีความว่า CO₂ จะตกกองพื้นเพียงเพราะก๊าซบริสุทธิ์มีความหนาแน่นมากกว่าอากาศ ภายในห้องที่ใช้งานจริง กระแสลมและกระแสความร้อนมีบทบาทสำคัญ

ภาพหลักการจ่ายลมต่ำและนำลมออกสูง กระแสลอยตัวเหนือคนเป็นแนวคิด ไม่ใช่ผล CFD และไม่ได้หมายความว่ามลพิษทุกชนิดจะถูกกำจัด
แผนภาพหลักการจ่ายลมระดับต่ำและระบายลมระดับสูง ร่วมกับการลอยตัวของอากาศ

UFAD ไม่ใช่ Displacement Ventilation ทุกกรณี

Underfloor Air Distribution หรือ UFAD ใช้ระบบจ่ายอากาศจากบริเวณพื้น แต่หัวจ่ายหลายชนิดมีโมเมนตัมและการเหนี่ยวนำอากาศให้ผสมในส่วนล่าง จึงอาจเกิดการแบ่งชั้นเพียงบางส่วน การเลือกหัวจ่ายและปริมาณลมมีผลต่อความต่างอุณหภูมิและความสบาย CBE: แนวทางการแบ่งชั้นในระบบ UFAD

จึงต้องแยก “ตำแหน่งจ่ายลม” ออกจาก “รูปแบบการไหล” การจ่ายจากพื้นไม่ได้พิสูจน์ว่าเป็นระบบแทนที่เต็มรูปแบบ เช่นเดียวกับโถงสูงที่ร้อนด้านบนไม่ได้พิสูจน์ว่าระดับคนมี IAQ ดี

แรงลอยตัวแข่งกับโมเมนตัมของลมจ่าย

เมื่ออุณหภูมิเจ็ตต่างจากอากาศรอบข้าง วิถีลมได้รับอิทธิพลจากแรงลอยตัว ลมเย็นอาจตกและลมร้อนอาจลอยขึ้น การเลือกหัวจ่ายจึงต้องดูเงื่อนไข Non-isothermal ไม่ใช่ใช้ระยะส่งลมที่ทดสอบอุณหภูมิเท่ากันโดยตรง ASHRAE: Space Air Diffusion

สำหรับมองขนาดของอิทธิพล ใช้พารามิเตอร์ไร้มิติในรูป |Ri| ≈ gβ|ΔT|L/U² โดย g คือความเร่งโน้มถ่วง β คือสัมประสิทธิ์การขยายตัวเชิงปริมาตรของอากาศ ประมาณ 1/T เมื่อ T เป็นเคลวิน L เป็นความยาวลักษณะ U เป็นความเร็วลักษณะ และ ΔT เป็นความต่างอุณหภูมิ

นี่เป็น Richardson-number scaling สำหรับเทียบแรงลอยตัวกับโมเมนตัม ไม่ใช่สูตรรับรองหัวจ่าย และไม่มีค่าเกณฑ์เดียวใช้ได้กับทุก geometry ความหมายของ L และ U ต้องสอดคล้องกับปัญหาที่วิเคราะห์

ตัวอย่างสมมติ: ที่ T ≈ 300 K, L = 0.20 m และ |ΔT| = 5 K เมื่อ U = 2 m/s จะได้ |Ri| ≈ 0.0082 แต่เมื่อ U ลดเหลือ 0.5 m/s จะได้ประมาณ 0.131 หรือมากขึ้น 16 เท่า ตัวอย่างนี้อธิบายว่าการลดลมช่วง Partial Load เปลี่ยนอิทธิพลสัมพัทธ์ของแรงลอยตัวได้มาก จึงต้องตรวจทั้งภาระสูงและภาระต่ำ

เมื่อใดควรรักษาการแบ่งชั้น และเมื่อใดควรลด?

สภาวะที่ไม่สม่ำเสมอในแนวดิ่งต้องประเมินความสบายเฉพาะส่วน ไม่ใช่ดูอุณหภูมิเฉลี่ยของทั้งห้อง งาน CBE ศึกษาประเด็นนี้ในระบบที่ปล่อยให้ส่วนบนอุ่นกว่าส่วนใช้งาน CBE: ความสบายในสภาวะไม่สม่ำเสมอ

ถ้าออกแบบระบบทำความเย็นแบบแบ่งชั้นไว้ การใช้พัดลมผสมแรงอาจนำความร้อนด้านบนกลับลงสู่คนและเปลี่ยนการกระจายสิ่งปนเปื้อน แต่ถ้าระบบทำความร้อนส่งลมอุ่นค้างใต้หลังคา การผสมที่เหมาะสมอาจช่วยนำความร้อนกลับลงมา

อาคารเขตร้อนต้องแยกผลจากการเพิ่มความเร็วลมที่ตัวคน ออกจากผลจากการลดการแบ่งชั้น ทั้งสองอาจเกิดพร้อมกัน แต่ความสบายที่ดีขึ้นจากลมไม่ได้พิสูจน์ว่าอากาศในโซนเย็นลง หรือการใช้พลังงานรวมลดลง

หลักตัดสินใจคือประเมินผลสุทธิ: ความสบายระดับคน ภาระทำความเย็นหรือทำความร้อน กำลังไฟพัดลม การระบายอากาศ และการเคลื่อนย้ายสิ่งปนเปื้อน อย่าเหมารวมว่า HVLS หรือพัดลมผสมเหมาะกับโถงสูงทุกแบบ

สมดุลความร้อน: อุณหภูมิลมกลับสำคัญอย่างไร?

การนำความร้อนสัมผัสออกด้วยลมเขียนโดยประมาณได้เป็น qs ≈ ρcpQ(Te − Ts) โดย Te เป็นอุณหภูมิลมกลับหรือระบายจริง และ Ts เป็นอุณหภูมิลมจ่าย ไม่จำเป็นต้องเท่ากับอุณหภูมิที่คนอยู่

ตัวอย่างสมมติภาระ 30 kW ใช้ ρ = 1.2 kg/m³ และ cp = 1.005 kJ/(kg·K): ถ้าลมจ่าย 20°C และลมออก 30°C จะต้องใช้ประมาณ 2.49 m³/s ส่วนกรณีผสมที่ลมออก 25°C และลมจ่ายยัง 20°C จะประมาณ 4.98 m³/s

นี่ไม่ใช่การพิสูจน์ว่าระบบแบ่งชั้นประหยัดไฟ 50% เพราะยังไม่ได้รวมข้อจำกัดความสบาย ลมขั้นต่ำ ความร้อนแฝง สมรรถนะเครื่องทำความเย็น ความดันระบบ และพลังงานพัดลม การเพิ่ม ΔT ในสมดุลเป็นเพียงเหตุผลเชิงวิศวกรรมที่ควรศึกษาต่อ

อาคารจริงยังมีการเก็บสะสมความร้อน การแลกเปลี่ยนกับผิวอาคาร และลมรั่ว การคำนวณแบบคงตัวจึงเป็นเครื่องมือเริ่มต้น ไม่ใช่ตัวแทนการจำลองหรือการตรวจรับทั้งระบบ

ห้องสูงอาจมีชั้นอุ่น แต่หลังคาร้อนยังแผ่รังสีลงมา

การให้อากาศอุ่นอยู่ด้านบนไม่ได้ตัดการถ่ายเทความร้อนจากหลังคา ผิวหลังคาหรือเพดานที่ร้อนยังมีผลต่อรังสีที่คนได้รับ จึงต้องประเมินฉนวน การกันแดด และ Mean Radiant Temperature ควบคู่กัน

ช่องระบายด้านบนต้องมีทางลมชดเชยและตรวจทิศทางไหล ไม่มีสมการใดทำให้ความร้อนออกได้ต่อเนื่องโดยไม่รักษาสมดุลมวล อ่านต่อ: การออกแบบ Microclimate สำหรับอาคารขนาดใหญ่

ระบบควันและอัคคีภัยเป็นอีกภารกิจหนึ่ง การออกแบบเพื่อความสบายไม่ควรนำไปใช้แทนการออกแบบ Smoke Control ต้องประสานข้อกำหนดและผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้อง

วัดอย่างไรให้รู้ว่ามี Stratification จริง?

การตรวจและปรับโปรไฟล์อุณหภูมิเป็นส่วนหนึ่งของการ Commissioning ระบบที่ใช้การแบ่งชั้น งาน LBNL/CBE ยังชี้ถึงการตรวจลมรั่วและความร้อนที่ลมรับเพิ่มใน plenum สำหรับ UFAD LBNL: Design and Commissioning Tools

วางเซนเซอร์อุณหภูมิหลายระดับในแนวดิ่งเดียวกันและหลายตำแหน่งแนวราบ เช่น ใกล้พื้น ระดับข้อเท้า ระดับศีรษะของคนตามท่านั่งหรือยืน เหนือเขตใช้งาน และใต้หลังคา เลือกระดับให้เหมาะกับอาคาร ไม่ใช่ใช้ชุดความสูงเดียวกับทุกพื้นที่

ป้องกันผลรังสีและไม่วางในเจ็ตโดยไม่ตั้งใจ บันทึกเวลาพร้อมสถานะระบบ ภาระ คน ประตู และอากาศภายนอก ควรวัดพร้อมกันหรือใช้วิธีที่ควบคุมการเปลี่ยนตามเวลาได้ ไม่เช่นนั้นข้อมูลแต่ละระดับอาจเป็นคนละสภาวะ

อ่านทั้ง ΔT ระหว่างข้อเท้ากับศีรษะ ความชัน dT/dz ความเร็วลม ความชื้น และคุณภาพอากาศที่ระดับคน การวัดช่วงว่างไม่ตอบช่วงคนเต็ม การลองเปิดและปิดพัดลมผสมควรอยู่ภายใต้เงื่อนไขเปรียบเทียบที่ใกล้กัน

ตัวอย่างการวางเครื่องบันทึกอุณหภูมิหลายระดับเพื่อศึกษาสภาวะตามความสูง
บันทึกอุณหภูมิหลายระดับเพื่อศึกษาการเปลี่ยนแปลงตามความสูง

ใช้มาตรฐานให้ตรงขอบเขต และปิดงานด้วยผลลัพธ์

ASHRAE Standard 55 ใช้ประเมินสภาวะความร้อนสำหรับคน ส่วน Standard 62.1 ครอบคลุมการระบายอากาศและ IAQ ตามประเภทพื้นที่และขอบเขต การผ่านด้านหนึ่งไม่ได้ยืนยันอีกด้าน ASHRAE: ขอบเขตมาตรฐาน

เกณฑ์ความต่างอุณหภูมิแนวดิ่งต้องตรวจฉบับมาตรฐาน เงื่อนไขผู้ใช้ และวิธีประเมินที่โครงการใช้ ไม่ควรหยิบตัวเลขจากคู่มือเก่ามาเป็นเกณฑ์สากลสำหรับทุกอาคาร

ก่อนตัดสินใจเพิ่มพัดลมหรือเปลี่ยนหัวจ่าย วิศวกรควรมีคำตอบสามข้อ: รูปแบบการกระจายอากาศที่ต้องการคืออะไร สภาวะที่คนได้รับจริงเป็นอย่างไร และการเปลี่ยนนั้นส่งผลต่อความร้อน การระบายอากาศ และพลังงานรวมอย่างไร นี่ทำให้ Stratification กลายเป็นตัวแปรออกแบบที่จัดการได้ ไม่ใช่ปัญหาที่แก้ด้วยการผสมเสมอไป

ทุกพื้นที่มีเงื่อนไขของตัวเอง เริ่มจากการทำความเข้าใจโจทย์ของคุณร่วมกัน

พูดคุยเรื่องโครงการ