TH/EN
กลับสู่ Siamphat Journal

ENGINEERING / FAN PERFORMANCE

Centrifugal Fan กับ Axial Fan: เลือกพัดลมจากจุดทำงานจริง

พัดลมที่ให้ลมมากเมื่อเป่าโล่ง อาจให้ลมไม่พอเมื่อผ่านไส้กรองและเข้าห้องที่ซีลแน่น เข้าใจ Fan Curve, System Curve และจุดทำงานจริง ก่อนออกแบบห้องแรงดันบวกเพื่อป้องกันฝุ่น

ลมมาก กับส่งลมผ่านแรงต้านได้ดี เป็นคนละเรื่อง

ลองนึกถึงพัดลมสองตัว ตัวแรกเป่าอากาศได้มากในพื้นที่เปิด อีกตัวให้ลมน้อยกว่าเมื่อเป่าโล่ง แต่ยังส่งลมได้เมื่อมีไส้กรอง ท่อ และห้องปิดอยู่ปลายทาง คำถามว่าตัวไหนดีกว่าจึงตอบจากจำนวนลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมงเพียงอย่างเดียวไม่ได้ ต้องถามต่อว่า “ที่แรงต้านเท่าไร”

สำหรับห้องที่ต้องการลดฝุ่นจากภายนอก เราต้องการอากาศใหม่ที่ผ่านการกรองแล้วจริง ๆ พร้อมรักษาความดันห้องให้สูงกว่าบริเวณอ้างอิง การเลือกพัดลมจึงเป็นเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างพัดลมกับระบบ ไม่ใช่การแข่งขันว่าใครมีตัวเลขลมสูงสุดมากกว่า

ชื่อไทยและทิศทางลม: สองตระกูลที่ควรรู้

Axial Fan หรือพัดลมแบบไหลตามแนวแกน ส่งอากาศผ่านใบพัดโดยมีทิศทางหลักตามแนวเพลา ส่วน Centrifugal Fan หรือพัดลมแบบแรงเหวี่ยงหนีศูนย์กลาง รับอากาศเข้าบริเวณกลางใบพัด แล้วส่งออกสู่รอบนอกในแนวรัศมี ตัวเรือนหรือช่องลมจะจัดทางลมต่อไป คำไทยทั้งสองแบบมีใช้ในเอกสารวิศวกรรม ตัวอย่างเอกสารภาษาไทยจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ

ลมที่เห็นที่ปากเครื่องอาจหลอกตาได้ พัดลม Centrifugal สามารถติดตั้งอยู่ในตัวเรือนแบบ Inline ซึ่งจัดให้ทางเข้า–ออกภายนอกอยู่แนวเดียวกันได้ ดังนั้น “ตัวเครื่องเป็นท่อ” ไม่ได้แปลว่าใบพัดภายในเป็น Axial เสมอ ต้องดูชนิดใบพัดและข้อมูลผู้ผลิตประกอบ

Axial ทั่วไป: เหมาะกับลมมากและแรงต้านต่ำ

เมื่อพูดถึง Axial ที่ซื้อมาใช้ระบายอากาศทั่วไปในบทความนี้ เราหมายถึงกลุ่มใบพัดแบบ Propeller และรุ่นระบายอากาศที่ออกแบบสำหรับแรงต้านต่ำ เช่น งานระบายผ่านผนังหรือช่องเปิดสั้น ๆ จุดเด่นคือส่งลมได้มากในสภาพที่อากาศเดินทางสะดวก แต่การนำไปต่อกับไส้กรองที่มีแรงต้านสูงหรือระบบท่อซับซ้อน ต้องตรวจกราฟก่อน ไม่ควรใช้ค่าลมขณะเป่าโล่งเป็นค่าลมหลังติดตั้ง

มี Axial อีกกลุ่มที่ออกแบบเฉพาะทาง เช่น Vaneaxial ซึ่งอาศัยรูปทรงใบพัดและครีบนำทางเพื่อให้สมรรถนะเหมาะกับงานแรงดันมากขึ้น กลุ่มนี้ต่างจากพัดลมระบายอากาศพื้นฐานที่คนทั่วไปคุ้นเคย และมักต้องเลือกตามพิกัดงานจากผู้จำหน่ายเฉพาะทาง ไม่ควรถือว่าเป็นทางเลือกราคาถูกกว่า Centrifugal โดยอัตโนมัติ ราคาที่พิกัดใกล้กันต้องเทียบใบเสนอราคา ประสิทธิภาพ เสียง และระบบควบคุม บทความนี้ไม่ได้อ้างผลสำรวจราคาหรือส่วนแบ่งตลาดไทย คู่มือการใช้งาน Vaneaxial ของ Greenheck

Fan Curve กับ System Curve พบกันตรงไหน ลมจริงอยู่ตรงนั้น

Fan Curve คือกราฟความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณลม Q กับความดันที่พัดลมสร้าง ณ ความเร็วรอบ ขนาด และความหนาแน่นอากาศที่กำหนด ส่วน System Curve หรือกราฟภาระ/แรงต้านของระบบ แสดงความดันที่ระบบต้องการเมื่อมีลมไหลผ่านแต่ละปริมาณ จุดตัดคือ Operating Point — จุดทำงานจริง ในสภาวะสมดุลที่เสถียร หลักการอ่านกราฟจาก AMCA

ค่าลมสูงสุดที่แรงดันใกล้ศูนย์ และค่าแรงดันสูงสุดที่ลมใกล้ศูนย์ เป็นคนละจุดบนกราฟ ไม่สามารถนำสองค่านี้มาจับคู่แล้วอ้างว่าพัดลมทำได้พร้อมกัน ขณะเลือกเครื่องต้องอ่านปริมาณลมและแรงดันจากจุดเดียวกัน

ต้องใช้ฐานความดันที่สอดคล้องกันด้วย: Fan Static Pressure กับ Fan Total Pressure ไม่ใช่ค่าเดียวกัน หากกราฟและการคำนวณใช้คนละฐาน ต้องแปลงให้ถูก รวมผลของความเร็วลมและขอบเขตการทดสอบก่อนหาจุดตัด

ตัวอย่าง: เครื่องที่ลมสูงสุดมากกว่า อาจแพ้เมื่อแรงต้านสูง

กราฟแรกเป็นแบบจำลองเพื่อสอนหลักการ ไม่ใช่กราฟสินค้า และไม่ได้แทนรูปร่างกราฟของพัดลมทุกชนิด กำหนดพัดลม A ให้ลมเป่าโล่ง 600 m³/h และพัดลม C ให้ 500 m³/h ที่ความเร็วคงที่ เมื่อทำงานกับระบบแรงต้านต่ำ L พัดลม A ให้ลมประมาณ 526 m³/h ส่วน C ให้ประมาณ 483 m³/h แต่เมื่อใช้ระบบแรงต้านสูง H พัดลม A เหลือประมาณ 256 m³/h ขณะที่ C ยังให้ประมาณ 350 m³/h

ผลนี้ไม่ได้แปลว่า Centrifugal ทุกรุ่นชนะ Axial ทุกรุ่น แต่แสดงเหตุผลว่าทำไมตัวเลขลมเป่าโล่งจึงตัดสินงานที่มีไส้กรองและแรงต้านสูงไม่ได้ การเปลี่ยนเส้นพัดลมหรือเส้นระบบย่อมเปลี่ยนคำตอบ

กราฟคำนวณเพื่อการเรียนรู้: เส้นทึบ A/C คือพัดลมตัวอย่าง เส้นประ L/H คือระบบแรงต้านต่ำ/สูง จุด AL, AH, CL, CH คือจุดทำงาน ไม่ใช่ข้อมูลสินค้าจริงหรือรูปร่างกราฟสากล
กราฟคำนวณเพื่อการเรียนรู้: เส้นทึบ A/C คือพัดลมตัวอย่าง เส้นประ L/H คือระบบแรงต้านต่ำ/สูง จุด AL, AH, CL, CH คือจุดทำงาน เปิดกราฟขนาดเต็ม ↗
จุดทำงานจากกราฟตัวอย่าง
จุดQ (m³/h)ΔP (Pa)
AL52627.7
AH25698.2
CL48323.4
CH350183.7

ห้องปลอดฝุ่น: ซีลฝุ่น ดันฝุ่น กรองฝุ่น

ในบริบทห้องปลอดฝุ่นของบ้านและอาคาร หลักคิดนี้ช่วยให้มองงานครบสามส่วน: ซีลฝุ่น ลดช่องที่อากาศภายนอกแทรกเข้ามาโดยไม่ผ่านการกรอง; ดันฝุ่น เติมอากาศที่กรองแล้วเพื่อให้อากาศมีแนวโน้มไหลออกผ่านช่องรั่ว; และ กรองฝุ่น กรองอากาศใหม่ก่อนเข้าห้อง พร้อมจัดการฝุ่นที่เกิดขึ้นหรือค้างอยู่ภายในตามความจำเป็น ทั้งสามส่วนทำงานร่วมกัน ไม่ใช่สามขั้นตอนที่ทำแยกจากกัน

คำว่า “ดันฝุ่น” เป็นคำช่วยจำ หมายถึงการลดโอกาสที่อากาศปนฝุ่นจะไหลย้อนเข้าทางช่องรั่ว ไม่ได้หมายความว่าแรงดันบวกจะขับอนุภาคทุกเม็ดออกจากห้องหรือทำให้ฝุ่นเป็นศูนย์ และเครื่องฟอกอากาศที่หมุนเวียนอากาศอยู่ภายในอย่างเดียวไม่ได้เพิ่มอากาศใหม่เพื่อสร้างแรงดันบวก EPA: การใช้แรงดันบวกร่วมกับการกรอง

แรงดันบวกช่วยลดการแทรกซึมจากภายนอกเมื่อสภาพการไหลเอื้ออำนวย แต่ประตูที่เปิด ลมภายนอก พัดลมดูดอากาศ และฝุ่นจากกิจกรรมภายในยังมีผล การประเมินจึงควรตรวจทั้งความดันต่างและ PM2.5 จริง ไม่รับประกันห้องปลอดฝุ่นจากชื่ออุปกรณ์เพียงอย่างเดียว EPA: ปัจจัยที่มีผลต่อฝุ่นภายในอาคาร

ห้องซีลแน่นเพิ่มแรงต้านฝั่งปลายทาง แต่ไม่จำเป็นต้องใช้ลมมากขึ้น

ที่ปริมาณลมเติมเท่าเดิม ห้องที่มีช่องรั่วน้อยลงต้องมีความดันสูงขึ้นเพื่อระบายลมออกผ่านช่องที่เหลือ จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมปลายทางที่ซีลแน่นจึงต่างจากการเป่าออกสู่พื้นที่เปิด แต่กลับกัน หากต้องการรักษาความดันห้องเท่าเดิม การซีลที่ดีอาจทำให้ใช้ลมชดเชยการรั่วน้อยลงได้

ในสภาวะคงตัว ปริมาณลมเติมรวมกับลมที่ไหลเข้า ต้องสมดุลกับลมระบายและลมที่ไหลออก เมื่อไม่มีลมไหลเข้าที่ไม่ต้องการ จึงเขียนอย่างย่อได้ว่า Qsupply = Qexhaust + Qleak,out การเลือกพัดลมเติมต้องเผื่อพัดลมดูดในห้องน้ำ ครัว และระบบอื่นตามรูปแบบใช้งานจริง ไม่ใช่ดูขนาดห้องอย่างเดียว

ไม่มีห้องใช้งานจริงที่ควรออกแบบให้ตันสนิทแล้วเติมลมอย่างไม่จำกัด ต้องจัดทางระบายหรือควบคุมแรงดัน และยังรักษาอากาศใหม่ขั้นต่ำสำหรับผู้ใช้งาน ห้องแรงดันบวกเพื่อควบคุมฝุ่นไม่ได้มีเป้าหมายและข้อกำหนดเหมือนห้องแยกโรคหรือระบบควบคุมควัน

แยกแรงต้านไส้กรอง ออกจากความดันห้อง

สำหรับการประเมินอย่างง่ายที่กำหนดขอบเขตความดันสอดคล้องกัน ภาระพัดลมเติมประมาณได้จาก ΔPfan ≈ ΔPทางลมเข้า+ท่อ+ไส้กรอง + ΔProom โดยยังต้องรวมช่องจ่ายและผลการติดตั้งตามระบบจริง ดังนั้นพัดลมที่สร้างความดัน 150 Pa ไม่ได้หมายความว่าห้องเป็นบวก 150 Pa หากความดันส่วนใหญ่ถูกใช้เอาชนะแรงต้านระหว่างทาง

กราฟที่สองคำนวณสามสภาวะด้วยพัดลมและความเร็วเดิม: ห้องรั่วมากกว่าและกรองสะอาด ให้ 317 m³/h ที่ความดันห้อง 10.2 Pa; หลังซีลแน่นขึ้น ให้ 298 m³/h ที่ 45.2 Pa; เมื่อไส้กรองมีแรงต้านเพิ่ม ให้ 261 m³/h และความดันห้องลดเหลือ 36.8 Pa แม้ว่าความดันที่พัดลมสร้างเพิ่มขึ้น ตัวเลขทั้งหมดเป็นตัวอย่างคำนวณ ไม่ใช่ค่าความดันแนะนำสำหรับบ้าน

บทเรียนคือ “เกจแรงดันฝั่งพัดลมสูงขึ้น” ไม่ได้พิสูจน์ว่าห้องได้รับแรงดันบวกมากขึ้น ต้องวัดความดันต่างระหว่างห้องกับบริเวณอ้างอิง รวมถึงตรวจอัตราลมและความดันตกคร่อมไส้กรองแยกกัน

พัดลมเดิมที่ความเร็วคงที่ เมื่อซีลแน่นขึ้นและเมื่อกรองมีแรงต้านเพิ่ม เส้นระบบและจุดทำงานเปลี่ยน ตัวเลขความดันห้องเป็นตัวอย่าง ไม่ใช่ค่าตั้งแนะนำ
พัดลมเดิมที่ความเร็วคงที่ เมื่อซีลแน่นขึ้นและเมื่อกรองมีแรงต้านเพิ่ม เส้นระบบและจุดทำงานเปลี่ยน ตัวเลขความดันห้องเป็นตัวอย่าง ไม่ใช่ค่าตั้งแนะนำ เปิดกราฟขนาดเต็ม ↗

System Curve ไม่ได้เป็นพาราโบลาเสมอไป

สำหรับทางลมที่มีรูปทรงคงเดิมและอยู่ในช่วงการไหลที่เหมาะสม เรามักประมาณแรงต้านด้วย ΔP = KQ² เพื่ออ่านแนวโน้ม แต่ไส้กรองต้องใช้ข้อมูลความดันตกคร่อมของรุ่นนั้น ทั้งขณะสะอาดและที่จุดเปลี่ยนกรอง ไม่ควรบังคับอุปกรณ์ทุกชิ้นให้เป็นสมการเดียว ผลของสภาพทางเข้าและทางออกจาก Greenheck

การรั่วของอาคารอาจใช้ Qleak = C(ΔProom)ⁿ เมื่อ C และ n ได้จากข้อมูลหรือการวัด ตัวอย่างกราฟเลือก n = 0.65 เพื่อแสดงแนวคิด แล้วนำความดันห้องไปรวมกับแรงต้านท่อและกรอง กราฟนี้จึงต่างจากการบวก “แรงดันห้องคงที่” โดยไม่คำนึงถึงช่องรั่ว แบบจำลอง Power-law ในคู่มือ NIST CONTAM

สมการและข้อสมมติของกราฟตัวอย่าง

Q: m³/h; ΔP: Pa. A: ΔP = 120[1 − (Q/600)²]; C: ΔP = 360[1 − (Q/500)²]; L: ΔP = 0.0001Q²; H: ΔP = 0.0015Q².

กราฟห้อง: ΔPfan = 300[1 − (Q/400)²]; ΔPduct+filter = kQ²; Qleak = C(ΔProom)0.65. สภาวะ 1: C=70, k=0.001; 2: C=25, k=0.001; 3: C=25, k=0.002. หน่วย C คือ (m³/h)/Pa⁰·⁶⁵ และ k คือ Pa/(m³/h)² ตัวอย่างกำหนดลมเติมเท่ากับลมรั่วออก ไม่มีพัดลมดูด ลมภายนอก หรือผลต่างอุณหภูมิ และละผลของความเร็วลมที่ขอบเขต ช่วงคำนวณอยู่เฉพาะที่เส้นพัดลมไม่ติดลบ

Centrifugal ไม่ได้มีเพียงสองชนิด

หากแบ่งตามรูปทรงใบพัด กลุ่มที่ควรรู้มีอย่างน้อยสามกลุ่มหลัก รวมถึงรูปแบบย่อย ส่วนการแบ่งตามตัวเรือนเป็นอีกแกนหนึ่ง อย่านำชื่อใบพัด ตัวเรือน มอเตอร์ และตำแหน่งติดตั้งมานับเป็นชนิดเดียวกัน

Forward-curved — ใบพัดโค้งหน้า: ใบพัดโค้งไปตามทิศหมุน มักพบในงานจัดการอากาศขนาดกะทัดรัดที่ต้องการลมเหมาะกับพิกัดความดันต่ำถึงปานกลางตามรุ่น ต้องตรวจกราฟกำลัง เพราะหลายแบบต้องการกำลังเพิ่มขึ้นเมื่อปริมาณลมเพิ่มขึ้น และอาจทำให้มอเตอร์รับภาระเกินหากระบบมีแรงต้านต่ำกว่าที่เลือกไว้

Backward-curved / Backward-inclined — ใบพัดโค้งหลังหรือเอียงหลัง: รูปทรงใบพัดถอยจากทิศหมุน เป็นกลุ่มที่ควรพิจารณาสำหรับงานเติมอากาศผ่านไส้กรอง หลายแบบมีประสิทธิภาพดี และกราฟกำลังแบบ Non-overloading คือกำลังขึ้นถึงค่าสูงสุดแล้วไม่เพิ่มต่อไปตลอดช่วงลม แต่ยังต้องเลือกมอเตอร์ให้ครอบคลุมกำลังสูงสุดและตรวจขอบเขตใช้งาน

Radial / Radial-tip — ใบพัดแนวรัศมีหรือปลายใบพัดแนวรัศมี: พบในงานอุตสาหกรรมบางกลุ่มที่ต้องพิจารณาความทนทานและลักษณะอากาศที่ลำเลียง ไม่ใช่ตัวเลือกแรกโดยอัตโนมัติสำหรับบ้านที่ต้องการความเงียบ ใบพัดแบบ Airfoil ยังเป็นรูปหน้าตัดอีกลักษณะหนึ่งที่พบในกลุ่มออกแบบประสิทธิภาพสูง การแบ่งชนิดและลักษณะสมรรถนะจาก Greenheck

ตัวเรือนแบบก้นหอย กับ Plenum เป็นคนละการแบ่งกับรูปทรงใบพัด

Housed / Scroll Fan ใช้ตัวเรือนทรงก้นหอยรวบรวมและจัดทางลมออก ส่วน Plenum / Plug Fan ใช้ใบพัดปล่อยลมเข้าไปในห้องรวมลมหรือตู้ที่ออกแบบไว้ โดยไม่มีตัวเรือนก้นหอยประจำใบพัด การเลือกรูปแบบนี้ต้องพิจารณาพื้นที่รอบใบพัด ช่องลม และการต่อท่อด้วย

นอกจากนั้นยังมีพัดลม Mixed-flow — แบบไหลผสม ที่ผสมลักษณะการไหลตามแนวแกนและแนวรัศมี จึงไม่ควรจำกัดทางเลือกทั้งหมดของงานอากาศไว้เพียง Axial กับ Centrifugal เท่านั้น ตัวอย่าง Plenum และ Mixed-flow จาก Greenheck

ทำไม Centrifugal จึงเป็นตัวเลือกที่ควรเริ่มพิจารณาในห้องแรงดันบวกกันฝุ่น

เมื่อระบบต้องเติมอากาศผ่านไส้กรอง ต่อท่อ และเข้าสู่ห้องที่ซีลค่อนข้างแน่น การมีความสามารถสร้างความดันเพียงพอที่ปริมาณลมใช้งานจริงสำคัญกว่าลมเป่าโล่ง Centrifugal ที่เลือกพิกัดถูกต้องจึงมักเป็นตัวเลือกเหมาะสม โดยเฉพาะรุ่นที่ปรับรอบได้และมีข้อมูลสมรรถนะชัดเจน

ลำดับตัดสินใจควรเป็น: กำหนดอากาศใหม่และลมชดเชยที่ต้องการ → ประเมินแรงต้านเมื่อกรองสะอาดและเมื่อใกล้เปลี่ยน → เลือกพัดลมที่จุดทำงานอยู่ในช่วงเสถียร → ตรวจเสียง กำลังไฟ และความสามารถควบคุม หากมี Axial เฉพาะทางที่ตอบโจทย์ได้จริง ก็เทียบที่จุดทำงานเดียวกัน ไม่ตัดสินจากชื่อชนิดอย่างเดียว

เลือกเผื่อการใช้งานจริง และตรวจวัดหลังติดตั้ง

ขอกราฟ Q–ΔP พร้อมรอบหมุน ความหนาแน่นอากาศ กำลังไฟ และช่วงทำงานที่ผู้ผลิตอนุญาต ตรวจจุดทำงานทั้งก่อนและหลังกรองมีฝุ่น รวมถึงกรณีเปิดพัดลมดูดอากาศ หลีกเลี่ยงเขต Stall หรือช่วงที่กราฟไม่เสถียร การติดข้องอชิดทางเข้า ช่องรับลมเล็กเกิน หรือทางออกไม่เหมาะสมอาจทำให้ผลจริงต่างจากห้องทดสอบ แนวทางหลีกเลี่ยง Stall และ System Effect

มอเตอร์ BLDC/EC ช่วยให้ปรับความเร็วได้เมื่อชุดขับรองรับ แต่ไม่ได้รับประกันลมคงที่หรือความดันห้องคงที่เอง ต้องมีการควบคุมและตรวจวัดที่เหมาะสม หากกรองตันจนต้องเร่งรอบมากขึ้นเรื่อย ๆ ควรบำรุงรักษากรอง ไม่ชดเชยจนเกินขีดจำกัดเครื่อง

Fan Laws ให้แนวโน้ม Q ∝ N, ΔP ∝ N² และกำลังเพลา ∝ N³ เมื่อเปรียบเทียบจุดที่คล้ายคลึงกันของพัดลมเดียวกันและความหนาแน่นคงเดิม ตัวอย่างรอบเพิ่ม 10% ให้ความดันตามกฎประมาณ 21% และกำลังเพลาประมาณ 33% มากขึ้น แต่ไม่ใช่คำรับประกันว่าลมจริงในห้องทุกระบบเพิ่ม 10% เพราะจุดตัดและประสิทธิภาพอาจเปลี่ยน เงื่อนไขและการใช้ Fan Laws

พัดลมที่เหมาะ คือพัดลมที่ทำงานได้ตามโจทย์ของห้อง

สำหรับคนทั่วไป คำถามที่ควรถามผู้ติดตั้งคือ “หลังผ่านกรองแล้ว ได้ลมเท่าไร วัดความดันห้องที่ไหน และเมื่อกรองเริ่มสกปรกยังทำงานได้หรือไม่” สำหรับวิศวกร ให้เริ่มจากขอบเขตการวัดและแรงต้านทั้งระบบ แล้วเลือกและตรวจจุดทำงานจริง

ห้องที่ดีไม่จำเป็นต้องมีพัดลมใหญ่ที่สุดหรือแรงดันสูงที่สุด แต่ต้องลดทางเข้าของฝุ่น เติมอากาศที่กรองแล้วอย่างเพียงพอ จัดทางออกและระบบระบายให้เหมาะ และใช้พลังงานตามความจำเป็น นี่คือการทำให้ “ซีลฝุ่น ดันฝุ่น กรองฝุ่น” กลายเป็นระบบที่ตรวจสอบได้

ทุกพื้นที่มีเงื่อนไขของตัวเอง เริ่มจากการทำความเข้าใจโจทย์ของคุณร่วมกัน

พูดคุยเรื่องโครงการ